พันธกิจมานาประจำวัน

Thai ODB
  1. ปล่อยไป
    “พ่อของคุณกำลังจะจากไป” พยาบาลที่บ้านพักผู้ป่วยระยะสุดท้ายกล่าว “กำลังจะจากไป” หมายถึงช่วงสุดท้ายของคนที่ใกล้เสียชีวิตและเป็นคำที่ฟังดูแปลกๆสำหรับฉัน เหมือนกับการเดินทางไปบนถนนที่ปราศจากผู้คนโดยไม่มีวันกลับ ในวาระสุดท้ายของพ่อ ฉันกับพี่สาวนั่งอยู่ข้างเตียงโดยไม่รู้ว่าพ่อยังได้ยินเราหรือไม่ เราจูบศีรษะงดงามปราศจากผมของท่านและกระซิบพระสัญญาของพระเจ้า เราร้องเพลง “พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อ” และท่องสดุดีบทที่ 23 เราบอกรักท่านและขอบคุณที่มีท่านเป็นพ่อ เรารู้ว่าใจของท่านปรารถนาที่จะไปอยู่กับพระเยซู เราจึงบอกให้ท่านไป การพูดประโยคนี้ออกมาเป็นขั้นแรกที่เจ็บปวดของการปล่อยมือ อีกไม่กี่นาทีต่อมาพ่อของเราก็ได้รับการต้อนรับเข้าสู่บ้านอันเป็นนิรันดร์ด้วยความยินดี การยอมปล่อยให้คนที่คุณรักจากไปนั้นเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แม้กระทั่งพระเยซูยังร้องไห้เมื่อลาซารัสสหายรักของพระองค์สิ้นชีวิต (ยน.11:35) แต่เพราะพระสัญญาของพระเจ้า เราจึงมีความหวังที่มากกว่าความตายฝ่ายร่างกาย สดุดี 116:15 กล่าวว่า “ธรรมิกชน” คือคนเหล่านั้นที่เป็นของพระองค์ “สำคัญ” ในสายพระเนตรของพระเจ้า แม้ว่าพวกเขาจะเสียชีวิต แต่พวกเขาจะกลับมีชีวิตอีกครั้ง พระเยซูทรงสัญญาว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย” (ยน.11:25-26) การได้รู้ว่าเราจะได้อยู่กับพระเจ้าตลอดไปเป็นนิตย์นั้นช่วยปลอบประโลมใจเราได้จริงๆ
  2. ในวิถีทางของพระเจ้า
    ในปี 1960 ชุมชนที่คึกคักของนอร์ธ ลอว์นเดล ทางฝั่งตะวันตกของชิคาโก เป็นชุมชนนำร่องของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนต่างเชื้อชาติ ชาวแอฟริกันอเมริกันซึ่งเป็นชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งได้ซื้อบ้านในชุมชนนี้ภายใต้ “สัญญา” ซึ่งผนวกความรับผิดชอบในการเป็นเจ้าของบ้านเข้ากับข้อเสียในการเช่าบ้าน ในสัญญาซื้อขาย ผู้ซื้อไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและหากผิดนัดชำระเพียงครั้งเดียว เขาจะสูญเงินดาวน์และค่างวดที่ชำระรายเดือนทั้งหมด รวมทั้งบ้านที่เขาซื้อด้วย ผู้ขายที่ไร้จรรยาบรรณขายบ้านในราคาสูงเกินจริง หลายครอบครัวจึงถูกไล่ออกเมื่อผิดนัดชำระ และครอบครัวใหม่จะเข้ามาซื้อต่อด้วยเงื่อนไขสัญญาแบบเดียวกัน และวัฏจักรซึ่งขับเคลื่อนด้วยความโลภก็ดำเนินต่อไป ซามูเอลแต่งตั้งบุตรชายให้เป็นผู้วินิจฉัยคนอิสราเอลและบุตรของท่านมีใจโลภ พวกเขา “มิได้ดำเนินในทางของท่าน” (1 ซมอ.8:3) ตรงข้ามกับซามูเอลที่ซื่อสัตย์ บุตรชายของท่าน “ได้เลี่ยงไปหากำไร” และใช้ตำแหน่งเพื่อหาผลประโยชน์ให้ตนเอง พฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับพวกผู้อาวุโสของอิสราเอลและทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรกษัตริย์ในพันธสัญญาเดิม (ข้อ 4-5) การปฏิเสธที่จะเดินในทางของพระเจ้าเปิดช่องให้ค่านิยมเหล่านั้นถูกบิดเบือนและทำให้ความอยุติธรรมจำเริญขึ้น การเดินในทางของพระเจ้าหมายถึง ความซื่อสัตย์และความยุติธรรมที่สำแดงอย่างชัดเจนทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ การกระทำที่ดีเหล่านั้นไม่ได้จบในตัวของมันเอง แต่จะช่วยให้ผู้อื่นมองเห็นและยกย่องพระบิดาในสวรรค์ของเราเสมอ
  3. เป็นที่รัก งดงาม และมีพรสวรรค์
    มัลคอล์มดูเป็นวัยรุ่นที่มีความมั่นใจ แต่ความมั่นใจนี้เป็นเพียงหน้ากาก ที่จริงแล้ว บ้านที่วุ่นวายทำให้เขาเต็มไปด้วยความกลัว ต้องการการยอมรับ และโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาครอบครัว “เท่าที่จำได้” เขากล่าว “ทุกเช้าผมจะเข้าไปในห้องน้ำ มองดูตัวเองในกระจก และบอกกับตัวเองดังๆว่า ‘แกมันโง่ แกมันน่าเกลียด เป็นความผิดของแก’” ความรู้สึกชิงชังตนเองนี้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งมัลคอล์มมีอายุ 21 ปี และได้รับการเปิดเผยสำแดงเกี่ยวกับตัวตนของเขาในพระเยซู “ผมตระหนักว่าพระเจ้าทรงรักผมอย่างไม่มีเงื่อนไขและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” เขากล่าว “ผมไม่มีทางจะทำให้พระองค์ขายหน้าได้และพระองค์ไม่มีวันปฏิเสธผม” และเมื่อมัลคอล์มมองดูตัวเองในกระจกในเวลานั้น คำพูดของเขาก็เปลี่ยนไป “คุณเป็นที่รัก งดงาม และมีพรสวรรค์” เขากล่าว “และไม่ใช่ความผิดของคุณ” ประสบการณ์ของมัลคอล์มแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงกระทำเพื่อผู้ที่เชื่อในพระเยซู คือปลดปล่อยเราให้พ้นจากความกลัว โดยทรงสำแดงให้เรารู้ว่าเราเป็นที่รักมากเพียงใด (รม.8:15, 38-39) และทรงยืนยันถึงฐานะของการเป็นบุตรพระเจ้า รวมทั้งประโยชน์ที่เราจะได้รับจากฐานะนั้น (8:16-17; 12:6-8) ด้วยเหตุนี้ เราจึงเริ่มมองเห็นตัวเองอย่างถูกต้อง โดยการเปลี่ยนแปลงความคิดของเราใหม่ (12:2-3) หลายปีต่อมามัลคอล์มยังคงกระซิบถ้อยคำเหล่านั้นทุกวันเพื่อตอกย้ำถึงสิ่งที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับตัวเขา ในสายพระเนตรของพระบิดา เขาเป็นที่รัก งดงาม และมีพรสวรรค์ พวกเราก็เช่นกัน
  4. พระเมตตาที่ยังคงทำการอยู่
    ฉันระเบิดความโกรธออกมาเมื่อถูกผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวโทษ นินทาและปฏิบัติกับฉันอย่างไม่สมควร ฉันอยากให้ทุกคนรู้ว่าเธอทำอะไรไว้และอยากให้เธอทุกข์ใจเหมือนที่ฉันต้องทนเพราะพฤติกรรมของเธอ ฉันขุ่นเคืองอย่างมากจนปวดขมับ แต่เมื่อเริ่มอธิษฐานขับไล่ความเจ็บปวดนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทำให้ฉันสำนึกผิด ฉันจะขอให้พระเจ้ารักษาขณะที่วางแผนแก้แค้นผู้อื่นได้อย่างไร ถ้าเชื่อว่าพระเจ้าจะดูแลฉัน ทำไมฉันจึงไม่เชื่อว่าพระองค์จะเข้ามาจัดการกับสถานการณ์นี้ เมื่อฉันตระหนักว่าคนที่เคยถูกทำร้ายมักจะทำร้ายผู้อื่น ฉันจึงทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยฉันยกโทษและพยายามคืนดีกับผู้หญิงคนนั้น ดาวิดผู้เขียนพระธรรมสดุดีเข้าใจถึงความยากลำบากในการไว้วางใจพระเจ้าในยามที่ต้องอดทนกับการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม แม้ดาวิดจะพยายามรับใช้กษัตริย์ซาอูลอย่างดีที่สุด แต่ซาอูลยังคงพ่ายแพ้ต่อความอิจฉาและต้องการที่จะประหารชีวิตท่าน (1 ซมอ.24:1-2) ดาวิดทนทุกข์ในขณะที่พระเจ้าทรงจัดการสิ่งต่างๆ เพื่อเตรียมท่านให้พร้อมสำหรับบัลลังก์ แต่ท่านยังคงเลือกที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้าแทนที่จะแสวงหาการแก้แค้น (ข้อ 3-7) ท่านทำในส่วนของท่านเพื่อคืนดีกับซาอูลและมอบผลลัพธ์ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า (ข้อ 8-22) เมื่อเห็นคนทำผิดดูเหมือนจะลอยนวล เรารู้สึกว่าไม่ยุติธรรม แต่โดยพระเมตตาของพระเจ้าที่ยังคงทำงานอยู่ในใจของเราและของผู้อื่น เราจึงให้อภัยได้เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงให้อภัยเราและรับเอาพระพรที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้กับเรา
  5. สงครามจบแล้วจริงๆ
    เป็นเวลายี่สิบเก้าปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ฮิรุ โอโนดะ ได้เข้าไปซ่อนตัวในป่าและปฏิเสธไม่ยอมเชื่อว่าประเทศของเขาได้ยอมแพ้แล้ว ผู้นำทหารของญี่ปุ่นส่งโอโนดะไปยังเกาะที่ห่างไกลในฟิลิปปินส์ (เกาะลูบัง) เพื่อสอดแนมกองกำลังพันธมิตร โอโนดะยังคงใช้ชีวิตอยู่ในป่าเป็นเวลานานหลังการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพและสงครามได้ยุติ ในปี 1974 ผู้บังคับบัญชาของโอโนดะได้เดินทางไปค้นหาเขาที่เกาะและพูดให้เขาเชื่อว่าสงครามสิ้นสุดลงแล้ว เป็นเวลาสามสิบปีที่โอโนดะมีชีวิตที่โดดเดี่ยวและอดอยาก เพราะเขาปฏิเสธที่จะยอมจำนนและไม่เชื่อว่าความขัดแย้งได้สิ้นสุดลงแล้ว เราเองก็ทำผิดในลักษณะเดียวกันนี้ได้ เปาโลประกาศความจริงอันน่าทึ่งว่า “ท่านไม่รู้หรือว่า เราทั้งหลายที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในความตายของพระองค์” (รม.6:3) บนกางเขนพระเยซูได้ทำลายคำโกหกของซาตาน ความน่ากลัวของความตาย และการเกาะกุมของบาปแล้ว ด้วยวิธีอันล้ำลึกและทรงพลานุภาพของพระองค์ แม้ว่าเราจะ “ตายต่อบาป” และ “มีชีวิตสนิทกับพระเจ้า” (ข้อ 11) แต่เรามักใช้ชีวิตราวกับความชั่วร้ายยังคงมีอำนาจเหนือเรา เรายอมแพ้การทดลองและการล่อลวงของบาป เราฟังคำโกหกและปฏิเสธที่จะวางใจในพระเยซู แต่เราไม่จำเป็นต้องยอมแพ้และติดอยู่กับคำโกหก โดยพระคุณพระเจ้า เรารับเอาความจริงในชัยชนะของพระคริสต์ได้ ในขณะที่เรายังคงต่อสู้กับบาป เสรีภาพจะมาถึงเมื่อเราตระหนักว่าพระเยซูทรงมีชัยชนะในสงครามนั้นแล้ว ขอให้เรามีชีวิตที่สำแดงความจริงนั้นโดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์

อ่านมานาประจำวัน

อ่านมานาประจำวัน

คริสตจักรพระสัญญา 318 ถ.สุขุมวิท (ไปชลบุรี สายเก่า) ต.ปากน้ำ  .สมุทรปราการ 10270 
โทรศัพท์ :(+66) 02 702 7636    

Go to top