พันธกิจมานาประจำวัน

Thai ODB
  1. เมื่อพระเจ้าทรงแทรกแซง
    ในบทกลอนชื่อ “เด็กคนนี้เป็นที่รัก” โอมาวูมิ เอฟูเอเย หรือที่รู้จักกันดีในนามศิษยาภิบาลโอ บอกเล่าว่าพ่อแม่ของเขาพยายามทำทุกทางเพื่อไม่ให้เขาเกิด แต่หลังจากเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่างที่ขัดขวางการทำแท้ง พวกเขาก็ตัดสินใจให้ลูกเกิดมา เมื่อโอมาวูมิรับรู้ว่าพระเจ้าปกป้องชีวิตเขา เขาตัดสินใจทิ้งงานที่เงินดีเพื่อมารับใช้เต็มเวลา ในพันธกิจปัจจุบัน เขาเป็นศิษยาภิบาลที่สัตย์ซื่อของคริสตจักรแห่งหนึ่งในลอนดอน ในทำนองเดียวกัน ในอดีตพระเจ้าทรงช่วยกู้ชนชาติอิสราเอลในยามอ่อนแอถูกปองร้าย ขณะที่เดินทางในถิ่นทุรกันดาร กษัตริย์บาลาคแห่งโมอับเห็น ด้วยความหวาดกลัวความแข็งแกร่งและคนอิสราเอลจำนวนมากบาลาคได้ให้ผู้พยากรณ์ชื่อบาลาอัมมาสาปแช่งพวกเขา (กดว.22:2-6) แต่มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นเมื่อบาลาอัมจะกล่าวคำแช่งสาป สิ่งที่เปล่งออกมากลับกลายเป็นคำอวยพร เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้รับพระบัญชาให้อวยพร พระเจ้าได้ทรงอำนวยพร และข้าพเจ้าจะเรียกกลับไม่ได้…ไม่มีความทุกข์ยากในยาโคบ และทรงเห็นว่า ไม่มีความยากลำบากในอิสราเอล พระเยโฮวาห์…พระเจ้าทรงนำเขาออกจากอียิปต์” (กดว.23:20-22) พระเจ้าทรงปกป้องอิสราเอลจากสงครามที่พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะมองเห็นหรือไม่ วันนี้พระเจ้ายังทรงดูแลคนของพระองค์ ขอให้เรานมัสการพระองค์ผู้ทรงเรียกเราว่าผู้ที่ได้รับพร
  2. แทนการแก้แค้น
    หลังจากที่จิม เอลเลียตและมิชชันนารีอีกสี่คนถูกฆ่าตายโดยชนเผ่าฮัว-โอรานีเมื่อปี 1956 ไม่มีใครคาดคิดว่าเอลิซาเบ็ธภรรยาของจิมกับลูกสาวตัวน้อยและน้องสาวของมิชชันนารีอีกคนหนึ่ง จะตัดสินใจอาศัยอยู่ท่ามกลางคนที่ฆ่าคนที่พวกเขารัก พวกเธอใช้เวลาหลายปีอยู่ในชุมชนฮัวโอรานี เรียนรู้ภาษา และแปลพระคัมภีร์ให้พวกเขา คำพยานเรื่องการให้อภัยและความเมตตาของพวกเธอทำให้ชาวฮัวโอรานีเชื่อในความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อพวกเขา จนหลายคนต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด สิ่งที่เอลิซาเบ็ธและเพื่อนทำเป็นตัวอย่างอันเหลือเชื่อของการไม่ทำชั่วตอบแทนการชั่ว แต่ตอบแทนด้วยการทำดี (รม.12:17) อัครทูตเปาโลหนุนใจให้คริสตจักรในกรุงโรมสำแดงการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้านำมาสู่ชีวิตของพวกเขาด้วยการกระทำ เปาโลคิดอะไรอยู่หรือ คือพวกเขาจะต้องเอาชนะความปรารถนาตามธรรมชาติที่อยากจะแก้แค้น แล้วสำแดงความรักต่อศัตรูโดยการให้สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เช่นอาหารหรือน้ำ ทำไมต้องทำเช่นนี้ เปาโลอ้างสุภาษิตจากพันธสัญญาเดิมที่กล่าวว่า “ถ้าศัตรูของท่านหิว จงให้อาหารเขารับประทาน ถ้าเขากระหายน้ำก็จงให้น้ำเขาดื่ม” (ข้อ 20; สภษ.25:21-22) เปาโลกำลังทำให้เห็นว่า ความเมตตาที่ผู้เชื่อสำแดงแก่ศัตรูจะสามารถเอาชนะใจและสุมไฟของการสำนึกผิดในหัวใจของพวกเขา
  3. นักล่าพายุ
    วอร์เรน เฟดลีย์ กล่าวว่า “การล่าทอร์นาโดก็เหมือนกับการเล่นเกมหมากรุกสามมิติบนเนื้อที่หลายพันตารางกิโลเมตร” นักถ่ายภาพและนักล่าพายุกล่าวต่อว่า “การอยู่ถูกที่ถูกเวลาเป็นความสอดคล้องกันของการพยากรณ์อากาศและการเคลื่อนที่ โดยต้องคอยหลบตั้งแต่ลูกเห็บขนาดเท่าลูกบอลไปจนถึงพายุฝุ่นและอุป-กรณ์ทำไร่ที่เคลื่อนมาช้าๆ” คำพูดของเฟดลีย์ทำให้มือของผมชุ่มเหงื่อและหัวใจเต้นแรง ใจหนึ่งผมชื่นชมในความกล้าบ้าบิ่นและความกระหายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่บรรดานักล่าพายุแสดงออก แต่ผมจะไม่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพอากาศที่เลวร้ายถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต แต่จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ผมไม่เคยต้องไล่ล่าพายุ ดูเหมือนพายุจะเป็นฝ่ายไล่ล่าผม เหมือนสดุดี 107 ที่เล่าถึงคนเดินเรือที่ติดอยู่กลางพายุ พวกเขาถูกไล่ล่าเพราะผลของการตัดสินใจผิด แต่ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า “แล้วในความยากลำบากของเขาเมื่อเขาร้องทูลพระเจ้า พระองค์ทรงช่วยนำเขาออกจากความทุกข์ใจของเขา พระองค์ทรงกระทำให้พายุสงบลงและคลื่นทะเลก็นิ่ง แล้วเขาก็ยินดีเพราะเขามีความเงียบ” (สดด.107:28-30) ไม่ว่ามรสุมชีวิตจะเกิดจากการกระทำของเราเอง หรือเป็นผลของการอาศัยอยู่ในโลกที่แตกสลาย พระเจ้าของเราทรงยิ่งใหญ่กว่า เมื่อเราถูกมรสุมไล่ล่า พระองค์ผู้เดียวทรงสามารถสยบพายุนั้น หรือสงบพายุที่อยู่ภายในใจเราได้
  4. นำสิ่งที่มีมา
    “ซุปหิน” เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ที่มีเนื้อหาหลายฉบับต่างกันไป พูดถึงชายผู้หิวโหยคนหนึ่งที่เข้าไปในหมู่บ้าน แต่ไม่มีใครปันเศษอาหารให้เขาเลย เขานำเอาหินและน้ำมาใส่ในหม้อแล้วตั้งไฟ ชาวบ้านมาดูด้วยความประหลาดใจขณะที่เขาคน “ซุป” หม้อนั้น จากนั้นค่อยๆมีคนนำเอามันฝรั่งมาใส่รวมลงไป อีกคนใส่แครอท อีกคนนำหัวหอมมา อีกคนนำข้าวบาร์เลย์มา ชาวนามอบนมให้เล็กน้อย ไม่นาน “ซุปหิน” ก็กลายเป็นน้ำแกงแสนอร่อย เรื่องนี้แสดงถึงคุณค่าของการแบ่งปัน แต่ก็ยังเตือนใจเราเรื่องการนำสิ่งที่เรามีมาให้อีกด้วย แม้สิ่งนั้นอาจดูไม่สำคัญ ในยอห์น 6:1-14 พูดถึงเด็กชายที่ดูจะเป็นคนเดียวในฝูงชนที่คิดได้ว่าควรพกอาหารมาด้วย สาวกของพระเยซูทำอะไรไม่ได้มากนักกับอาหารเล็กน้อยของเด็กชายที่มีขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว แต่เมื่อนำของนั้นถวายให้พระเจ้า พระเยซูทรงเพิ่มจำนวนอาหารนั้นและเลี้ยงคนที่หิวโหยได้ถึงห้าพันคน ฉันเคยได้ยินคนพูดเอาไว้ว่า “คุณไม่ต้องเลี้ยงคนห้าพันคน คุณแค่นำขนมปังกับปลาของคุณมาก็พอ” พระเยซูทรงรับอาหารของคนคนเดียวมา และทรงเพิ่มพูนจำนวนขึ้นมากมายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดหรือจินตนาการได้ (ข้อ 11) ในทำนองเดียวกัน พระองค์จะทรงรับเอาความพยายาม ของประทาน และการรับใช้ที่เราจะมอบถวายแด่พระองค์ พระองค์เพียงต้องการให้เราเต็มใจนำสิ่งที่เรามีมาให้พระองค์
  5. ดำเนินกับพระวิญญาณ
    นักเขียนมัลคอล์ม แกลดเวลล์แนะว่า หนึ่งหมื่นชั่วโมงคือเวลาที่ต้องใช้เพื่อจะเป็นช่างฝีมือที่ชำนาญ แม้แต่พรสวรรค์อันยอดเยี่ยมของศิลปินและนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ก็ยังไม่พอที่จะทำให้พวกเขาไปถึงระดับความชำนาญปัจจุบัน พวกเขาจำเป็นต้องทุ่มเทให้กับความชำนาญของตนทุกวัน น่าแปลกที่เราต้องมีทัศนคตินี้ด้วย เมื่อเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตในฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในกาลาเทียเปาโลหนุนใจคริสตจักรให้แยกออกมาเพื่อพระเจ้า แต่เปาโลอธิบายว่า การเชื่อฟังธรรมบัญญัติเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้บรรลุผลได้ แต่เราได้รับการทรงเรียกให้ดำเนินชีวิตกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย คำว่า “ดำเนิน” ในภาษากรีกที่เปาโลใช้ในกาลาเทีย 5:16 มีความหมายว่า เดินไปรอบๆบางสิ่งหรือการเดินทาง (peripateo) ดังนั้นสำหรับเปาโล การดำเนินชีวิตกับพระวิญญาณหมายถึงว่าเดินทางร่วมกับพระวิญญาณทุกวัน ไม่ใช่แค่มีประสบการณ์ในฤทธิ์เดชของพระองค์ครั้งเดียว ขอให้เราอธิษฐานให้เต็มล้นด้วยพระวิญญาณทุกวัน เพื่อเราจะยอมจำนนต่อการทำงานของพระวิญญาณเมื่อพระองค์ทรงเตือน ชี้นำ ปลอบโยน และทรงสถิตกับเรา และถ้า “พระวิญญาณทรงนำ” เราไปทางนี้ (ข้อ 18) เราจะได้ยินเสียงของพระองค์ชัดขึ้นเรื่อยๆ และติดตามการทรงนำของพระองค์ ขอให้ข้าพระองค์ดำเนินกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้และทุกๆวัน

อ่านมานาประจำวัน

อ่านมานาประจำวัน

คริสตจักรพระสัญญา 318 ถ.สุขุมวิท (ไปชลบุรี สายเก่า) ต.ปากน้ำ  .สมุทรปราการ 10270 
โทรศัพท์ :(+66) 02 702 7636    

Go to top