พันธกิจมานาประจำวัน

Thai ODB
  1. ไข่อธิษฐาน
    ที่นอกหน้าต่างห้องครัว นกโรบินตัวหนึ่งสร้างรังอยู่ใต้ชายคา ฉันชอบมองดูมันจัดแต่งหญ้าให้เป็นระเบียบแล้วนั่งลงกกไข่ ฉันคอยดูความคืบหน้าอยู่ทุกเช้า แต่ก็ไม่เห็นอะไร เพราะไข่นกโรบินใช้เวลา 2 อาทิตย์ในการฟักเป็นตัว ความไม่อดทนไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับฉัน ฉันมักจะเคร่งเครียดกับการรอคอย โดยเฉพาะเมื่ออธิษฐาน ฉันและสามีต้องรอเกือบ 5 ปีกว่าจะได้ลูกบุญธรรมคนแรก กว่าทศวรรษที่ผ่านมาแคธรีน มาร์แชลเคยเขียนไว้ว่า “คำอธิษฐานเหมือนกับไข่ ที่ต้องรอเวลาฟัก” ผู้เผยพระวจนะฮาบากุกปล้ำสู้กับการรอคอยในการอธิษฐาน ฮาบากุกอึดอัดใจกับการที่พระเจ้าทรงเงียบเมื่อบาบิโลนข่มเหงแผ่นดินยูดาห์อย่างโหดร้าย ท่านตั้งใจที่จะ “ยืนเฝ้าดูอยู่ ข้าพเจ้าจะยืนที่หอคอย และมองออกไปเพื่อจะฟังดูว่า พระองค์จะตรัสอะไรแก่ข้าพเจ้า” (ฮบก.2:1) พระเจ้าทรงตอบโดยให้ฮาบากุกรอ “เวลาของมัน” (ข้อ 3) และทรงนำท่านให้ “เขียนนิมิตนั้นลงไป” เพื่อเมื่อถึงเวลา ข้อความจะได้เผยแพร่ออกไป (ข้อ 2) สิ่งที่พระเจ้าไม่ได้บอกคือ “เวลาของมัน” ที่บาบิโลนจะล่มสลายคืออีก 60 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลานานถ้านับจากตอนที่พระเจ้าให้สัญญาไว้ คำอธิษฐานก็เหมือนกับไข่ที่จะไม่ฟักออกเป็นตัวทันที แต่ต้องรอเวลาตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อโลกนี้และต่อชีวิตของเรา
  2. ต้นไม้ที่งอกงาม
    ผมมีหัวใจของการเป็นนักสะสมมาตลอด ตอนเป็นเด็กผมสะสมแสตมป์ การ์ดเบสบอล หนังสือการ์ตูน และตอนนี้ผมเห็นลูกมีนิสัยแบบเดียวกัน บางครั้งผมก็สงสัยว่า “ลูกจำเป็นต้องมีตุ๊กตาหมีอีกตัวหรือ” คำตอบไม่ใช่เรื่องของความจำเป็น แต่อยู่ที่เสน่ห์ของความใหม่ หรือบางทีสิ่งนั้นดึงดูดใจเพราะเป็นของเก่าและหายาก เป็นอะไรก็ตามที่ทำให้เราหลงใหลไปกับจินตนาการ และลวงให้เชื่อว่าการมี “สิ่งนี้” ชีวิตจะดีขึ้นและมีความสุข แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยให้ประโยชน์อะไร ทำไมน่ะหรือ เพราะพระเจ้าทรงสร้างเราเพื่อจะได้รับการเติมเต็มโดยพระองค์ ไม่ใช่โดยสิ่งต่างๆที่โลกนี้เฝ้าบอกว่าจะสามารถเติมเต็มจิตใจที่โหยหาของเราได้ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ สุภาษิตเปรียบเทียบชีวิตไว้สองแบบที่ตรงข้ามกัน คือชีวิตที่ไขว่คว้าความร่ำรวยและชีวิตที่ตั้งมั่นในพระเจ้าผู้ทรงรักและให้ด้วยใจกว้างขวาง ในพระคัมภีร์ฉบับ เดอะเมสเสจ ยูจีน ปีเตอร์สันได้แปลสุภาษิต 11:28 ว่า “ชีวิตที่ทุ่มเทให้กับสิ่งของคือชีวิตที่ตายแล้ว คือตอไม้ แต่ชีวิตที่พระเจ้าทรงจัดแต่งเป็นชีวิตที่เจริญงอกงาม” เราเห็นภาพชีวิต 2 แบบคือต้นไม้ที่เจริญงอกงามเกิดผล กับภาพตอไม้ไร้ผล โลกนี้พยายามบอกเราว่าการมีข้าวของมากมายคือ “ชีวิตที่ดี” ตรงข้ามกับพระเจ้าที่ทรงเชื้อเชิญเราให้หยั่งรากในพระองค์ ให้มีประสบการณ์ในความดีของพระองค์และให้งอกงามเกิดผล และในขณะที่เราถูกปรับแต่งโดยการมีสัมพันธภาพกับพระองค์นั้น พระเจ้าจะปรับเปลี่ยนจิตใจและความปรารถนาของเราใหม่ โดยเปลี่ยนแปลงเราจากภายใน
  3. รับกำลังใหม่
    จิตแพทย์โรเบิร์ต โคลส์ สังเกตเห็นรูปแบบของผู้ที่หมดไฟในการรับใช้ สัญญาณเตือนแรกคือมีความอ่อนล้า ต่อมาคือสงสัยว่าไม่มีอะไรดีขึ้นเลย แล้วก็เริ่มขมขื่น ท้อแท้ มีอาการซึมเศร้า และในที่สุดก็หมดไฟ หลังจากเขียนหนังสือที่เกี่ยวกับการเยียวยาจากความฝันที่แตกสลาย ผมยุ่งกับการไปบรรยายในที่ต่างๆ การช่วยคนให้มีความหวังหลังจากผิดหวังเป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่ก็ต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง วันหนึ่งผมรู้สึกหน้ามืดขณะที่กำลังเดินขึ้นเวที ผมนอนไม่พอและการไปพักร้อนก็ไม่ทำให้หายล้า แค่คิดว่าต้องฟังปัญหาของคนอื่นอีกก็ทำให้ผมรู้สึกแย่มาก ผมกำลังเป็นแบบที่โคลส์พูดไว้ พระคัมภีร์บอกวิธีเอาชนะการหมดไฟไว้สองประการ อิสยาห์ 40 บอกว่าพระองค์ประทานกำลังแก่ผู้เหน็ดเหนื่อยเมื่อเขาหวังใจในพระองค์ (ข้อ 29-31) ผมต้องพักในพระเจ้า วางใจให้พระองค์กระทำกิจแทนที่จะฝืนต่อไปด้วยกำลังตัวเองที่เหลือน้อยลงทุกที และสดุดี 103 บอกว่าพระเจ้าทรงทำให้เราอิ่มด้วยของดี (ข้อ 5) รวมถึงการยกโทษและการทรงไถ่ (ข้อ 3-4) ความยินดีและการเล่นสนุกมาจากพระองค์เช่นกัน เมื่อผมจัดตารางเวลาใหม่ โดยเพิ่มเวลาในการอธิษฐาน พักผ่อน และทำงานอดิเรกอย่างเช่นการถ่ายภาพ ผมจึงกลับมามีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง การหมดไฟเริ่มจากความอ่อนล้า ให้เราหยุดก่อนที่เป็นมากกว่านั้น เราจะรับใช้ผู้อื่นได้ดีที่สุดเมื่อชีวิตเรามีทั้งการนมัสการและการพักผ่อน
  4. ชายผู้มีเมตตา
    เนื่องจากความผิดหวังและต้องการมีชีวิตที่มีความหมายมากกว่านี้ ลีออนจึงลาออกจากงานด้านการเงิน วันหนึ่งเขาเห็นชายไร้บ้านคนหนึ่งอยู่ตรงมุมถนนถือป้ายที่เขียนว่า “ความเมตตาคือยาที่ดีที่สุด” ลีออนบอกว่า “คำพูดนั้นกระทบใจผม และเป็นการเปิดเผยจากพระเจ้า” ลีออนได้ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการก่อตั้งองค์กรระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนเรื่องความเมตตา เขาเดินทางไปรอบโลก พึ่งพาคนแปลกหน้าในการจัดหาอาหาร น้ำมันรถ และที่พักอาศัยให้กับเขา จากนั้นเขาตอบแทนคนเหล่านั้นผ่านทางองค์กรนี้ด้วยการทำดี เช่น เลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า หรือสร้างโรงเรียนให้กับเด็กผู้ด้อยโอกาส เขาบอกว่า “ความเมตตาบางครั้งดูเหมือนเป็นความอ่อนโยน แต่แท้จริงแล้วคือพลังที่เข้มแข็ง” ความประเสริฐคือแก่นแท้ของพระคริสต์ในฐานะพระเจ้า ดังนั้นความเมตตาจึงหลั่งไหลออกมาจากพระองค์อย่างเป็นธรรมชาติ ฉันชอบเรื่องที่พระเยซูทรงกระทำเมื่อทรงเห็นขบวนแห่ศพบุตรชายคนเดียวของหญิงหม้าย (ลก.7:11-17) หญิงหม้ายผู้เศร้าโศกนี้ดูเหมือนต้องพึ่งพาลูกชายของเธอด้านการเงิน ในเรื่องนี้ไม่มีใครขอให้พระองค์ทำอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติแห่งความประเสริฐของพระองค์ทั้งสิ้น (ข้อ 13) พระองค์ทรงเมตตาและทำให้บุตรชายของเธอฟื้นคืนชีวิต ผู้คนต่างพากันพูดถึงพระคริสต์ว่า “พระเจ้าได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนชนชาติของพระองค์แล้ว” (ข้อ16)
  5. ประกายไฟเล็กๆ
    “เราอยู่ในห้องสมุด และมองเห็นเปลวไฟที่ด้านนอก” เธอกำลังกลัว เราฟังน้ำเสียงนั้นออกเพราะเธอคือลูกสาวของเรา ขณะเดียวกันเรารู้ว่าที่มหาวิทยาลัยคือที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเธอและเพื่อนอีกเกือบ 3,000 คน ในปี 2018 ไฟป่าวูลซีย์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงคาดการณ์ไว้ สภาพที่ร้อนและแห้งแล้งในหุบเขาแคลิฟอร์เนียร่วมกับกระแสลมซานตาอาน่า ทำให้ประกายไฟเล็กๆลุกลามเผาผลาญเนื้อที่กว่า 245,000 ไร่ ทำลายสิ่งก่อสร้างมากกว่า 1,600 แห่ง และมีผู้เสียชีวิต 3 คน ในภาพถ่ายหลังจากควบคุมไฟไว้ได้แล้ว แนวป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นพื้นที่ร้างเปล่าราวกับพื้นผิวดวงจันทร์ ในพระธรรมยากอบ ผู้เขียนเรียกสิ่งเล็กๆแต่มีอำนาจว่า “บังเหียนในปากของม้า” และหางเสือเรือ (3:3-4) คำเปรียบนี้ห่างไกลและไม่เป็นที่คุ้นเคยในสมัยของเราแล้ว แต่ผู้เขียนใช้อีกคำหนึ่งที่เรารู้จักดี เป็นสิ่งเล็กๆที่มนุษย์ทุกคนมี นั่นคือลิ้น และแม้บทนี้จะเจาะจงถึงครูผู้สอนโดยตรงเป็นอันดับแรก (ข้อ 1) แต่ก็นำไปใช้กับเราทุกคนด้วย ลิ้นเป็นอวัยวะเล็กๆแต่ทำให้เกิดหายนะได้ ลิ้นเล็กๆของเรานั้นมีอำนาจ แต่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทรงมีฤทธิ์อำนาจยิ่งกว่า ความช่วยเหลือของพระองค์ในทุกๆวันจะให้กำลังแก่เราเพื่อควบคุมและนำพาคำพูดของเรา

อ่านมานาประจำวัน

อ่านมานาประจำวัน

คริสตจักรพระสัญญา 318 ถ.สุขุมวิท (ไปชลบุรี สายเก่า) ต.ปากน้ำ  .สมุทรปราการ 10270 
โทรศัพท์ :(+66) 02 702 7636    

Go to top